วิกฤตการณ์น้ำท่วมในปี 2554 มีความรุนแรงที่สุดในรอบชั่วชีวิตของคนไทยในยุคนี้  แม้จะมีความเชื่อว่าวิกฤตในขนาดที่ใหญ่มหาศาลเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นทุกปีโดยอาจอ้างความน่าจะเป็นในเชิงสถิติ แต่ก็ไม่อาจสรุปลงไปได้ว่าจะเป็นเช่นนั้น เพียงหนึ่งปีที่ผ่านมา สถานการณ์น้ำท่วมในปี 2553 นั้นมีความรุนแรงอย่างมากจนหลายฝ่ายกล่าวว่าเทียบได้กับปี 2538 แต่ความรุนแรงและความเสียหายของวิกฤตในปีนี้นั้นกลับรุนแรงกว่าหลายเท่า เป็นสองปีที่เกิดสถานการณ์ติดต่อกัน  นอกเหนือจากประเด็นการจัดการน้ำแล้วนั้น แท้จริงยังมีประเด็นซ่อนอยู่อีกหลายด้าน เช่น การออกแบบผังเมือง และที่น่าจะเป็นปัจจัยชี้ขาดก็คือการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ (Climate Change) ซึ่ง Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักของรัฐบาลทั่วโลกที่ดูแลงานด้านสภาวะโลกร้อนก็ได้ออกมากล่าวชัดเจนว่าปรากฏการณ์น้ำท่วมในประเทศไทยเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศระดับโลกซึ่งมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นความหวังที่ว่าสถานการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกนาน และประเทศไทยจะมีเวลาปรับตัวระยะหนึ่งนั้นอาจจะไม่เป็นความจริง เราจำเป็นจะต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสครั้งใหญ่ในการปรับสิ่งต่างๆเพื่อให้สามารถมีความพร้อมที่จะรับความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้ (Climate Change Adaptation) ซึ่งนอกจากจะพึ่งพาภาครัฐแล้วนั้น ยังเป็นจังหวะที่เหมาะสมที่จะมองบทบาทของภาคเอกชน และประชาสังคมในการร่วมขบวนการปรับตัวเพื่อเฟ้นหาและพัฒนาโมเดลฝ่าวิกฤตอันจะนำไปสู่การบูรณะฟื้นฟูประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน  โดยเฉพาะในการสร้างความแข็งแรงของชุมชนทั้งในเมืองและในชนบทที่จะรับมือกับวิกฤตต่างๆในอนาคตอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ

โมเดลที่เป็นบทเรียนจากต่างประเทศอาจเป็นประโยชน์อย่างมากในการเรียนรู้แบบก้าวกระโดดของสังคมไทยเพื่อการปรับตัวอย่างยั่งยั่งยืน ในประเทศญี่ปุ่นนั้นซึนามิครั้งที่ผ่านมาทำให้เกิดบทเรียนอย่างมากในการจัดการอาสาสมัคร และบทบาทของภาคธุรกิจ  ตัวอย่างเช่นระบบ logistics ที่แข็งแรงของภาคเอกชนญี่ปุ่นสามารถจัดการและปรับตัวจนสามารถมีบทบาทสำคัญในการให้ความช่วยเหลือและการกระจายสินค้า เครื่องอุปโภคบริโภค หรือแม้แต่น้ำมันเข้าไปยังพื้นที่ประสบภัยอย่างรุนแรงได้  เครือร้านสะดวกซื้ออย่าง Lawson นั้นปรับตนเองให้สามารถเปิดอยู่ได้และกลายเป็นกลไกหลักในการลำเลียงสิ่งต่างๆจนเรียกว่าเป็น “Life-line” ในขณะที่เครือร้านสะดวกซื้อของไทยกลับเป็นกลุ่มแรกๆที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจนของขาดหรือต้องปิดไปในพื้นที่ประสบภัยเพราะมีปัญหาในการจัดการห่วงโซ่อุปทาน (supply-chain)

นอกจากนั้นยังมีกรณีศึกษาจากประเทศอื่นๆที่พบกับภัยธรรมชาติที่รุนแรงอย่างต่อเนื่อง ในบังคลาเทศซึ่งประสบสภาวะพายุและน้ำท่วมรุนแรงค่อนข้างประจำ จึงมีความร่วมมือในการปรับตัวขนาดใหญ่ในประเทศในประเด็นต่างๆโดยความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศ  เช่นระบบเตือนภัยล่วงหน้าและการจัดการการอพยพอย่างเหมาะสมที่เชื่อมโยงรัฐ-เอกชน-ชุมชน ซึ่งเกิดผลอย่างมากเห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงของยอดผู้เสียชีวิต ในปี 1991 เกิดวิกฤตพายุไซโคลนซึ่งมีผู้เสียชีวิตไปกว่า 140,000 ราย ในขณะที่ในปี 2007 เกิดพายุระดับใกล้เคียงกันแต่มีการจัดการที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจนมีผู้เสียชีวิตน้อยกว่า 4,000 คน

ในประเทศมองโกเลียมีการดำเนินการระบบประกันภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศสำหรับการเลี้ยงสัตว์ของผู้ทำปศุสัตว์รายย่อย (การเลี้ยงสัตว์เป็นมูลค่ากว่า 30% ของ GDP) ซึ่งได้ประกันไปแล้วกว่า 3.6 ล้านตัว ซึ่งทำให้ชุมชนมีความสามารถที่จะรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจอันเกิดจากภัยธรรมชาติได้มากขึ้น   ในประเทศเทศจีนได้มีโครงการจำนวนมากในเรื่องการปรับตัวฟื้นฟูพื้นที่ภัยพิบัติให้กลับมาเหมือนเดิมและมีความสามารถที่จะรับความเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น โครงการที่มีความสำคัญอย่างมาก็คือการเฟ้นหา คิดค้น พัฒนา และส่งเสริมการปลูกพืชพันธ์ต่างๆที่ทนน้ำท่วมหรือความแห้งแล้งได้อย่างเป็นระบบ รวมไปถึงเทคโนโลยีและวิธีการเกษตรที่มีประสิทธิภาพสูงในสภาวะภัยธรรมชาติต่างๆอีกด้วย

ในประเทศไทยเองก็มีโมเดลการปรับตัวกับสภาวะความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศมากมาย ไม่ว่าจะโครงการโชว์ห่วยกู้วิกฤตของมูลนิธิกระจกเงาที่จัดระบบขนส่งเฉพาะกิจในช่วงน้ำท่วมเพื่อส่งสินค้าและบริการเข้าไปสู่โชว์ห่วยในพื้นที่ประสบภัยเพื่อกระจายสินค้าจำเป็น  หรือกลไกการเตรียมพร้อมและการช่วยเหลือกันและกันระหว่างชุมชนที่น้ำท่วมและชุมชนในพื้นที่ปกติของสภาองค์การชุมชน หรือโครงการส่งเสริมการเกษตรเร่งด่วนหลังน้ำท่วมให้มีความมั่นคงทางอาหารและสามารถเชื่อมโยงสู่ตลาดได้ของมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภา) ยามยาก

ซึ่งโมเดลทั้งหมดนี้ทั้งในต่างประเทศและในประเทศล้วนจะเกิดประโยชน์มหาศาลหากเกิดกลไกแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันและกัน ต่อยอดพัฒนาขึ้นเป็นนวัตกรรมที่ขยายผลได้อย่างกว้างขวางหากมีความร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชนที่มีกำลังมหาศาล และสามารถใช้ศักยภาพในการพัฒนานวัตกรรมร่วมกันกับชุมชนและสังคมเพื่อความยั่งยืนของประเทศไทย โดยเฉพาะในการสร้างความสามารถที่จะรับกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในอนาตตได้อย่างมั่นใจ

ปัญหาเรื่องค่าจ้างแรงงานไทย
อยู่ที่เพียงการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ
หรืออยู่ที่อำนาจการต่อรองของแรงงาน

หากราคาขึ้นกับกลไกตลาด
นายจ้างรวมกันได้แต่แรงงานรวมกันไม่ได้
ราคาก็เบ้ไปเอื้อนายจ้าง

แรงงานรวมตัวกันเป็นโดนไล่ออก
สหภาพที่เข้มแข็งมีแต่มาเฟียรัฐวิสาหกิจ
แรงงานเอกชนจริงๆรวมกันไม่ติด

จนกว่าแรงงานจะรวมกันได้
จนมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ
ราคาตลาดจะกดหัวแรงงานไว้

ไร้อำนาจต่อรอง
เศรษฐกิจโตขึ้น
แรงงานจนลง

จะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ
อีกสักกี่ครั้ง แม้จะดี
แรงงานก็ไม่มีอนาคต

จะคนงานก่อสร้างหรือสาวโรงงาน
แม้แต่มนุษย์คนเดือน
ต่างเป็นเพียงแรงงาน

รัฐบาลที่เข้าใจเรื่องนี้
จัดสัมพันธ์แรงงานได้
ไม่มีทางแพ้เลือกตั้ง

*รูปด้านบนเป็นรูปกองทัพสยามจากนครวัด
กล่าวได้ว่าเป็นแรงงานกลุ่มแรกๆในสยาม
ที่มีภาพตกทอดลงมา

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.